ค่าบริหาร OTA โรงแรม
ควรคิดและเปรียบเทียบอย่างไร
เผยแพร่ 22 มิถุนายน 2026 · โดยทีม Kiralux
ค่าบริหาร OTA ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกโรงแรม เพราะขอบเขตงานต่างกันตั้งแต่เปิด Listing ครั้งเดียว ไปจนถึงดูแลราคา โปรโมชั่น รีวิว และรายงานผลทุกวัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เลือกตัวเลขต่ำที่สุด แต่ต้องรู้ว่าเงินแต่ละส่วนจ่ายเพื่ออะไรและวัดผลอย่างไร
รูปแบบค่าบริการที่พบบ่อย
- ค่าตั้งระบบครั้งเดียว: เปิดบัญชี OTA สร้างห้อง Rate plan นโยบาย รูปภาพ และตรวจความพร้อมก่อนขาย
- ค่าดูแลรายเดือน: เหมาะกับงานต่อเนื่อง เช่น ปรับราคา แคมเปญ Availability และรายงาน
- Revenue Share: คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากฐานรายได้ที่ตกลง ต้องระบุว่าเป็นยอด Gross หรือ Net และนับช่องทางใดบ้าง
- ค่าบริการเฉพาะงาน: ถ่ายภาพ ทำคอนเทนต์ เชื่อม PMS หรือแก้ปัญหาบัญชี มักแยกจากงานประจำ
ค่าใช้จ่ายที่ต้องถามให้ครบ
นอกจากค่าบริหาร ยังมีค่าคอมมิชชัน OTA, ภาษี, ส่วนลดโปรโมชั่น, ค่า Payment หรือ Virtual Card, ค่า PMS/Channel Manager และงบโฆษณา ตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นจึงควรเทียบกับ รายได้สุทธิหลังต้นทุนช่องทาง ไม่ใช่ดู Gross booking อย่างเดียว
ก่อนเซ็นข้อเสนอให้เช็ก 7 ข้อ
- จำนวน OTA และจำนวนโรงแรมที่รวมในราคา
- ความถี่ในการปรับราคาและติดตามคู่แข่ง
- ใครเป็นเจ้าของบัญชี รหัสผ่าน และข้อมูลลูกค้า
- ฐานที่ใช้คำนวณ Revenue Share
- ระยะสัญญา เงื่อนไขยกเลิก และการส่งมอบงาน
- รูปแบบรายงานและ KPI ที่วัดทุกเดือน
- งานใดไม่รวมและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ประเมินความคุ้มค่าแบบง่าย
กำหนด Baseline ก่อนเริ่ม เช่น Revenue, ADR, Room nights, Conversion และอันดับการมองเห็น จากนั้นเทียบผลช่วงเวลาเดียวกัน พร้อมหักต้นทุนช่องทาง หากรายได้สุทธิเพิ่ม งานทีมลดลง และเจ้าของมองเห็นข้อมูลได้ชัดขึ้น นั่นคือความคุ้มค่าที่ควรใช้ตัดสินใจ
อ่านต่อ: OTA Management คืออะไร และดู แพ็กเกจและขอบเขตบริการ
อยากได้ Scope ที่เทียบราคาได้จริง?
ส่งข้อมูลจำนวนห้องและช่องทางที่ใช้อยู่ ทีมจะช่วยแยกงานตั้งระบบกับงานดูแลให้ชัดเจน